Translate

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อกเขา อกเรา


 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้กรุงสาวัตถี สมัยนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จสู่ชั้นบนปราสาทอันประเสริฐกับพระนางมัลลิกาเทวี  พระองค์ตรัสถามพระนางมัลลิกาเทวีว่า "ดูก่อน มัลลิกา ! ใคร ๆ คนอื่นที่เป็นที่รักยิ่งกว่าตนของเธอเองมีหรือไม่" พระนางมัลลิกากราบทูลว่า "ข้าแต่มหาราช ! ใคร ๆ คนอื่นที่เป็นที่รักยิ่งกว่าตนของหม่อมฉันไม่มี ก็ใคร ๆ  คนอื่นที่เป็นที่รักยิ่งกว่าตนของพระองค์เองมีหรือไม่" พระเจ้าปเสนธิโกศลตรัสตอบว่า "ดูก่อนมัลลิกา ! ใคร ๆ คนอื่นอันเป็นที่รักยิ่งกว่าตัวของเราเองไม่มี"

ขณะนั้น  พระเจ้าปเสนธิโกศลเสด็จลงปราสาท เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูล ข้อตอบโต้ของพระองค์กับพระนางมัลลิกาเทวี ให้ทรงทราบ

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า
                
           "บุคคลตรวจดูด้วยจิตทั่วทุกทิศแล้ว ไม่พบใคร ซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนเองในที่ไหน ๆ
               ตนเองเป็นที่รักยิ่ง ของคนทั้งหลายอย่างนี้ ผู้รักตน จึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น"

                                          
                                                 ...................................

                                     
                                          อนุโมทนาในกุศลจิตกับทุกท่านค่ะ

ตา หู เป็นต้น มีที่ไหน มารมีที่นั่น



                          ขอนอบน้อมแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ท่านพระสมิทธิกราบทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! คำที่กล่าวกันว่า มาร มารนั้น ด้วยเหตุเพียงเท่าไร จึงชื่อว่ามาร หรือบัญญัติคำว่า มาร ได้"

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า "ดูก่อนสมิทธิ ! ในที่ใดมีตา มีรูป (สิ่งที่ปรากฏทางตา) มีความรู้แจ้งทางตา  มีธรรมที่พึงรู้แจ้งทางตา ด้วยความรู้แจ้งทางตา...ที่ใดมีหู มีเสียง...ที่ใดมีจมูก มีกลิ่น ...ที่ใดมีลิ้น มีลิ้มรส... ที่ใดมีกาย มีเย็น มีร้อน มีอ่อน มีแข็ง มีตึง มีไหว... ที่ใดมีใจ (ความนึกคิด) มีธรรมะ (สิ่งที่รู้ได้ด้วยใจ) รู้แจ้งทางใจ มีธรรมที่พึงรู้แจ้งทางใจ ในที่นั้น ย่อมมีมาร หรือมีการบัญญัติว่า มาร ได้"

ดูก่อนสมิทธิ !  ในที่ใดไม่มีสิ่งเหล่านั้น ในที่นั้นย่อมไม่มีมาร ไม่มีการบัญญัติว่า มาร ได้"

อธิบายว่า  มีคำบัญญัติว่า "มาร" เพราะเหตุว่า มีรูป (สิ่งที่ถูกเห็น) เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ และธรรมะ (สิ่งที่รู้ได้ด้วยใจ) ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจให้จิตรู้.....เมื่อใดสติไม่ระลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริงในขณะนั้น  อกุศลจิตย่อมเกิด  อกุศลเป็นสภาพธรรมที่เป็นทุกข์ เป็น "มาร" นั่นเอง  จึงมีคำบัญญัติว่า มาร ได้ ......เมื่อใดที่สติระลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ขณะนั้นตามความเป็นจริง กุศลจิตเกิด กุศลเป็นธรรมฝ่ายดีเป็นสุข ย่อมไม่มีมาร และไม่มีคำบัญญัติว่า มาร ได้


                                              ....................................

                                 
                                      อนุโมทนาในกุศลจิตกับทุกท่านด้วยค่ะ

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

มิตรแท้และมิตรเทียมเป็นอย่างไร






                      ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

มิตรแท้ ๔ ประเภท

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงมิตรแท้ไว้ดังนี้
๑. มิตรมีอุปการะคุณ คือเป็นผู้คอยป้องกันเพื่อนผู้ใช้ชีวิตอย่างประมาท  คอยป้องกันทรัพย์ของเพื่อนผู้ประมาท ยามมีภัยเกิดกับเพื่อนก็สามารถเป็นที่พึ่งได้ เมื่อเพื่อนมีความจำเป็นขอความช่วยเหลือด้านทรัพย์ก็เต็มใจช่วยเหลือเกินกว่าที่เพื่อนออกปากหรือขอร้อง ช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน

๒. มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข คือเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วย  ช่วยโต้เถียงปกป้องเพื่อน เมื่อเพื่อนได้รับการติเตือนจากผู้อื่นด้วยความไม่ถูกต้อง เมื่อมีผู้อื่นสรรเสริญเพื่อน ก็รับรองคนที่สรรเสริญเพื่อนด้วย

๓. มิตรแนะประโยชน์ให้ คือเป็นผู้ที่มีความปรารถนาดีต่อเพื่อนด้วยความจริงใจ คอยแนะนำชักจูงเพื่อนให้กระทำแต่สิ่งที่ดี ๆ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

๔. มิตรอนุเคราะห์ คือเป็นผู้คอยให้ความเหลือเพื่อนอยู่เสมอ เมื่อเพื่อนได้รับทุกข์  รับฟังเรื่องราวปัญหาต่าง ๆ ของเพื่อน เก็บความลับของเพื่อนได้ ไม่นำความลับของเพื่อนไปเปิดเผยให้ผู้อื่นทราบ เมื่อตนได้ประสบกับสิ่งที่ดี ๆ ก็คิดอยากจะให้เพื่อนได้ประสบสิ่งที่ดี ๆ อย่างตนด้วย แบ่งปันสิ่งของที่เพื่อนยังไม่มีแก่เพื่อน  เพื่อประโยชน์และความสุขของเพื่อนเช่นเดียวกับตนด้วย


มิตรเทียม ๔ ประการ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงมิตรเทียมไว้ดังนี้
๑. มิตรปอกลอก คือ เพื่อนที่ไม่มีความหวังดีต่อกันอย่างจริงใจ มีความอิจฉาเพื่อนคอยปอกลอกทรัพย์ของเพื่อน

๒. มิตรดีแต่พูด คือ  เป็นเพื่อนที่พูดแล้วไม่ทำตามที่พูด ไม่รักษาสัจจะ ไม่รับผิดชอบในเรื่องที่พูด รับปากไว้แล้วก็ไม่สนใจทำ 

๓. มิตรหัวประจบ คือ เป็นเพื่อนที่ชอบพูดชมพูดดี  เพื่อหวังผลประโยชน์ตน เป็นเพื่อนที่ไว้ใจไม่ได้
เพราะไม่มีความจริงใจ  ประจบเพื่อผลตอบแทน

๔. มิตรชวนในทางเสียหาย คือ มิตรที่ชักชวนไปในทางอบายมุข ชักชวนกระทำในสิ่งที่เป็นอกุศลกรรม
ชักชวนไปในทางที่ทำให้เสียชื่อเสียงและทรัพย์สินเงินทอง นำไปสู่ความวิบัติทั้งปวง 


                                      
                                              ...........................................
                             


                                       ขออนุโมทนาในกุศลจิตกับทุกท่านด้วยค่ะ