Translate

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

๑๒ สิงหาคคม ๒๕๕๕,วันเฉลิมพระชนมพรรษ สมเด็จพระนางเจ้าสริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ






                               ทีฆายุกา  โหตุ  มหาราชินี

                                         ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม  ขอเดชะ
                                      สมาคมไทย-กวนอิม,สวิตเซอร์แลนด์
                                       (Thai-Kuan Yin-Union,Switzerland)

                                        ...................................................





ความหมายของคำว่า "ภควา"

                                            
                                                คำว่า  ภควา   เป็นคำประเสริฐที่สุด
                                    คำว่า   ภควา   เป็นคำสูงสุด   พระตถาคตนั้น
                                    ทรงเป็นผู้ที่ควรแก่ความเคารพคารวะ   ด้วย
                                    เหตุนั้น   จึงขนานพระนามว่า  ภควา.

อันที่จริง   คำพูดที่ระบุถึงบุคคลผู้ประเสริฐที่สุด  กล่าวกันว่า  ประเสริฐที่สุด  เพราะดำเนินไปด้วยกันกับคุณประเสริฐที่สุด.   อีกประการหนึ่ง  ที่ชื่อว่า  วจนะ  เพราะอรรถว่า  อันบุคคลกล่าว  ได้แก่ความหมาย.  เพราะเหตุนั้น ในบทว่า   ภควาติ  วจนํ  เสฏํ  จึงมีความหมายว่า   ความหมายใดที่จะพึงพูดด้วยคำว่า   ภควา  นี้   ความหมายนั้นประเสริฐที่สุด.   แม้ในบทว่า   ภควาติ  วจนมุตฺตมํ  นี้   ก็นัยนี้แล.   บทว่า   คารวยุตฺโต  ได้แก่  ชื่อว่า  ทรงเป็นผู้ควรแก่ความเคารพคารวะ  เพราะทรงประกอบด้วยคุณของบุคคลผู้เป็นที่เคารพ.   อีกประการหนึ่ง  พระตถาคต  ชื่อว่า  ทรงควรแก่ความเคารพ  ก็เพราะเหตุที่ทรงควรซึ่งการทำความเคารพย่างดียิ่ง.   หมายความว่า  ทรงควรแก่ความเคารพ.   เมื่อเป็นเช่นนั้น  คำว่า  ภควา  นี้  จึงเป็นคำเรียกบุคคลผู้วิเศษโดยคุณ  บุคคลผู้สูงสุดกว่าสัตว์ และบุคคลผู้เป็นที่เคารพคารวะ  ดังนี้แล

                                             พระพุทธเจ้านั้น   บัณฑิตขนานพระนามว่า
                                   ภควา  เพราะเหตุที่พระองค์  มีภคธรรม ๑  ทรงมีปรกติ
                                   เสพภคธรรม ๑  ทรงมีภาคธรรม ๑  ทรงจำแนกแจกแจง
                                   ธรรม ๑  ทรงทำลายนามรูป ๑  ทรงมีภาคยธรรม ๑
                                   ทรงมีพระองค์อบรมดีแล้ว  ด้วยญายธรรมจำนวนมาก ๑
                                   ทรงถึงที่สุดแห่งภพ ๑

และด้วยอำนาจแห่งคาถานี้ว่า

                                           เพราะเหตุที่  พระพุทธเจ้าทรงมีภาคยธรรม ๑  ทรง
                                  ประกอบด้วยภัคคธรรม ๑  ทรงจำแนกแจกแจงธรรม ๑
                                  ทรงมีคนภักดี ๑   ทรงคายการไปในภพทั้งหลาย ๑  ฉะนั้น
                                  จึงได้รับขนานพระนามว่า  ภควา.

ก็ความหมายนี้นั้น  ได้กล่าวไว้แล้วในพุทธานุสตินิทเทส   ในวิสุทธิมรรคอย่างครบถ้วน  เพราะเหตุนั้น   นักศึกษาพึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้แล้วใน วิสุทธิมรรคนั้นเถิด.

                                         ความหมายของภควาอีกนัยหนึ่ง
                                 อีกนัยหนึ่ง  พระนามว่า  ภควา  เพราะหมายความว่า  ทรงมีภาคธรรม
                                 พระนามว่า  ภควา  เพราะหมายความว่า   ผู้อบรมพุทธกรรม
                                 พระนามว่า  ภควา  เพราะหมายความว่า   ทรงเสพภาคธรรม
                                 พระนามว่า  ภควา  เพราะหมายความว่า   ทรงเสพภคธรรม
                                 พระนามว่า  ภควา  เพราะหมายความว่า   ทรงมีคนภักดี
                                 พระนามว่า  ภควา  เพราะหมายความว่า   ทรงคายภคธรรม
                                 พระนามว่า  ภควา  เพราะหมายความว่า   ทรงภาคธรรม

                                                 .........................................


                                                         ขออนุโมทนาบุญค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทิศ ๖


                           ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 


ทิศ ๖ คือ บุคคล ๖ ประเภท

อริยสาวกเป็นผู้ปกปิด (ดูแล, เลี้ยงดู) ทิศทั้ง ๖ คือ ควรทราบว่า
๑. ทิศเบื้องหน้า ได้แก่ มารดาบิดา
๒.ทิศเบื้อขวา ได้แก่ อาจารย์
๓.ทิศเบื้องหลัง ได้แก่ บุตรภรรยา
๔.ทิศเบื้องซ้าย ได้แก่ มิตรและอำมาตย์
๕.เบื้อทิศเบื้องล่าง (เบื้องต่ำ) ได้แก่ ทาสและกรรมกร
๖.ทิศเบื้องบน ได้แก่ สมณพราหมณ์

การปฏิบัติตนต่อบุคคลทั้ง ๖ ประเภท มีดังนี้


๑. ทิศเบื้องหน้า ได้แก่ บิดามารดา

        บุตรธิดาควรเลี้ยงดูบำรุงมารดาบิดา ด้วยสถาน ๕ คือ
        ๑. ด้วยตั้งใจว่า ท่านเลี้ยงเรามา เราจักเลี้ยงท่านตอบ
        ๒. จักรับทำกิจของท่าน
        ๓. จักดำรงวงศ์ตระกูล
        ๔. จักปฏิบัติตนให้เป็นผู้สมควรรับทรัพย์มรดก
        ๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน

       มารดาบิดา พึงบำรุงเลี้ยงบุตรและอนุเคราะห์บุตรด้วย ๕ สถาน ได้แก่
        ๑. ห้ามจากการกระทำความชั่วทั้งปวง
        ๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี
        ๓. ให้ศึกษาศิลปวิทยา
        ๔. หาภรรยาที่สมควรให้
        ๕. มอบทรัพย์ให้เมื่อถึงเวลาอันสมควร 

๒. ทิศเบื้องขวา ได้แก่ อาจารย์
       ศิษย์พึงอนุเคราะห์ด้วยสถาน ๕ คือ
       ๑.  แนะนำดี
       ๒. ให้เรียนดี
       ๓. บอกศิษย์ด้วยดีในศิลปวิทยาทั้งหมด
       ๔. ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง
       ๕. ทำความป้องกันในทิสทั้งหลาย

       อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวา อันศิษย์บำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว 
       ย่อมอนุเคราะห์ด้วยสถาน ๕ เหล่านี้  ทิศเบื้องขวานั้น
       ชื่อว่า อันศิษย์ดูแลให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัยด้วยประการฉะนี้

๓. ทิศเบื้องหลัง ได้แก่  บุตรและภรรยา อันสามีพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ
        ๑. ด้วยยกย่องว่าเป็นภรรยา
        ๒. ด้วยไม่ดูหมิ่น
        ๓. ด้วยไม่ประพฤตินอกใจ
        ๔. ด้วยมอบความเป็นใหญ่ให้
        ๕. ด้วยให้เครื่องแต่งตัว

       บุตรและภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลับ อันสามีบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว 
       ย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยสถาน ๕ คือ
       ๑. จัดงานดี
       ๒. สงเคราะห์คนข้างเคียงสามีดี
       ๓. ไม่ประพฤตินอกใจสามี
       ๔. รักษาทรัพย์ที่สามีหามาให้
       ๕. ขยันไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง

๔. ทิศเบื้องซ้าย ได้แก่ มิตร อันกุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ
       ๑. ด้วยการให้ปัน
       ๒. ด้วยเจรจาถ้อยคำเป็นที่รัก
       ๓. ด้วยประพฤติประโยชน์
       ๔. ด้วยความเป็นผูมีตนเสมอ
       ๕. ด้วยไม่แกล้งกล่าวให้คลาดจากความเป็นจริง  

       มิตรผู้เป็นทิศเบื้องซ้าย อันกุลบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว
       ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน  ๕ คือ
       ๑. รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว
       ๒. รักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว
       ๓. เมื่อมิตรมีภัย เอาเป็นที่พึงพำนักได้
       ๔. ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ
       ๕. นับถือตลอดถึงวงศ์ตระกูลของมิตร

๕. ทิศเบื้องต่ำ ได้แก่ ทาสและกรรมกร อันนายพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ
       ๑. ด้วยจัดการงาน ให้ทำตามสมควรแก่กำลัง
       ๒. ด้วยให้อาหารและรางวัล
       ๓. ด้วยรักษษในคราวเจ็บไข้
       ๔. ด้วยแจกของมีรสแปลกประหลาดให้
       ๕. ด้วยปล่อยให้ในสมัย

       อันนายบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถาน ๕ คือ
       ๑. ลุกขึ้นทำการงานก่อนนาย
       ๒  เลิกการงานทีหลังนาย
       ๓. ถือเอาแต่ของที่นายให้
       ๔. ทำการงานให้ดีขึ้น
       ๕. นำคุณของนายไปสรรเสริญ

๖. ทิศเบื้องบน ได้แก่ สมณพราหมณ์ อันกุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ
       ๑. ด้วยกายกรรมประกอบด้วยเมตตา
       ๒. ด้วยวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา
       ๓. ด้วยมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา
       ๔. ด้วยความเป็นผู้ไม่ปิดประตู
       ๕. ด้วยให้อามิสทานเนือง ๆ

       อันกุลบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว
       ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๖ เหล่านี้ คือ
       ๑. ห้ามจากความชั่ว
       ๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี
       ๓. อนุเคราะห์ด้วยใจงาม
       ๔. ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
       ๕. ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง
       ๖. บอกทางสวรรค์ให้

       อันกุลบุตรบำรุงแล้วด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วย ๖ สถานเหล่านี้ ทิศเบื้องบนนั้นชื่อว่า อันกุลบุตรบำรุงให้เกษมสำราญให้ไม่มีภัย ด้วยประการฉะนี้


                                                   ..............................

                                                       ขออนุโมทนาค่ะ


































วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อานิสงส์การสนทนาธรรมตามกาล



                            ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                   

                           อานิสงส์ของการสนทนาธรรมตามกาล ๑๐ ประการ ได้แก่

                                     ๑.  ทำให้จิตเป็นกุศล
                                     ๒.  ทำให้มีไหวพริบปฏิภาณดี
                                     ๓.  ทำให้ได้มีสติปัญญาเฉลี่ยวฉลาด
                                     ๔.  ทำให้ได้ยินได้ฟังธรรมะที่ตนยังไม่เคยได้ฟัง
                                     ๕.  ธรรมที่ฟังแล้ว ยังไม่เข้าใจชัด ย่อมเข้าใจชัดขึ้น
                                     ๖.  ทำให้บรรเทาความสงสัยเสียได้
                                     ๗.  เป็นการทำความเห็นของตนให้ตรง
                                     ๘.  เป็นการฝึกฝนอบรมจิตให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
                                     ๙.  เป็นการรักษาประเพณีอันดีงามของพระอริยเจ้าไว้
                                    ๑๐. ได้ดำเนินตามปฏิปทาอันเป็นวงศ์ของนักปราชญ์

                                     
                                                   ....................................



                                                         เราจะไม่ประมาท

                                       ผู้มีปัญญาดี   เมื่อชนทั้งหลายประมาทแล้ว
                                     
                                      ไม่ประมาท    เมื่อชนทั้งหลายหลับแล้ว  ตื่นอยู่
                                      
                                      โดยมาก   ย่อมละบุคคลผู้มีปัญญาทรามไปเสีย
                                      
                                      ดุจม้าตัวมีฝีเท้าเร็ว   ละทิ้งตัวหากำลังมิได้ไปฉะนั้น


                                                   ...................................


                                                       ขออนุโมทนาบุญค่ะ