Translate

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

ปัจจัยที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้

                               
ถ้าจะพิจารณาจริง ๆ แล้ว จะเห็นได้ว่าชีวิตเต็มไปด้วยภัยและความลำบากทุกขณะ  ชีวิตมิได้เป็นไปเพื่อความสุขเท่านั้น  แต่ควรที่จะทราบว่า  มีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้

ปัจจัยที่จะทำให้ชีวิตอันบอบบาง เล็กน้อยและยากลำบาก ดำรงอยู่ได้  คือ.... 

                                            ปัจจัยที่ ๑ ชีวิตเนื่องด้วยลมหายใจเข้าออก
ตราบใดที่ยังมีการหายใจเข้าออกสม่ำเสมออยู่  จะไม่รู้เลยว่า ชีวิตนี้ฝากไว้ที่ลมหายใจเพียงแผ่ว ๆ  ถ้าหายใจเข้าแล้วไม่หายใจออก ก็จะดำรงอยู่ไม่ได้  การหายใจไม่สะดวกติดขัดแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะรู้สึกว่าทรมานมากทีเดียว  แต่ถ้าหายใจไม่ออกอึดอัดมาก ๆ  ขณะนั้นก็เป็นภัยอย่างหนึ่งของชีวิต  เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า  ชีวิตดำรงอยู่ได้ด้วย มีลมหายใจเป็นปัจจัย

                                         
                                            ปัจจัยที่ ๒ ชีวิตเนื่องด้วยมหาภูตรูป
ชีวิตเนื่องด้วยธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งมีความสม่ำเสมอเป็นปกติ  เมื่อใดธาตุทั้ง ๔ มีการเปลี่ยนแปลงหรือแปรปรวน ไม่ปรกติ เช่น  มีธาตุลมมากเกินไป  ทำให้เกิดอาการปั่นป่วนในร่างกาย  ก็จะทำให้ถึงกับสิ้นสติได้  หรืออาจถึงกับพิการ  หรือเป็นอัมพาตได้  ก็จะเห็นได้ว่า  ธาตุทั้ง ๔ นี้ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้

                                     
                                            ปัจจัยที่ ๓  ชีวิตเนื่องด้วยกวฬิการาหาร
ชีวิตเนื่องด้วยกวฬิการาหาร คือ อาหารที่บริโภคเป็นคำ ๆ ซึ่งทุกคนจำเป็นที่สุด ที่จะต้องบริโภคอาหาร
ถ้าอดอาหารเป็นเวลานาน  หรืออยู่ในที่ที่มีอาหารจำกัด  หรือขาดแคลนอาหาร  ก็จะทำให้ถึงกับสิ้นชีวิตได้เช่นกัน  เพราะเหตุว่าชีวิตเนื่องด้วยกวฬิการาหาร


                                           ปัจจัยที่ ๔ ชีวิตเนื่องด้วยไฟที่เกิดจากกรรม
ชีวิตเนื่องด้วยไออุ่น ได้แก่ ไฟที่เกิดจากกรรมที่ทำให้ร่างกายอบอุ่นและทำให้อาหารที่บริโภคย่อย  ถ้าอาหารที่บริโภคไม่ย่อย ชีวิตก็ดำรงอยู่ไม่ได้เหมือนกัน


                                          ปัจจัยที่ ๕ ชีวิตเนื่องด้วยวิญญาณ
ชีวิตเนื่องด้วยวิญญาณ คือ เมื่อใดที่จุติจิตเกิดและดับ เมื่อนั้นสัตว์นั้นก็ไม่มีชีวิต  เพราะฉะนั้นถ้าจะพิจารณาดูความเป็นชีวิต  สภาพที่มีชีวิตของทุกชีวิตในโลก  จะเห็นได้ว่า ชีวิตที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ได้ ก็ด้วยปัจจัยต่าง ๆ  ไม่ใช่ด้วยเหตุอื่นเลย  เหตุอื่นก็เป็นไปด้วยความพอใจในอุปกรณ์ของชีวิต  ซึ่งจะทำให้พอใจยิ่งขึ้น สะดวกสบายยิ่งขึ้น  แต่ว่าอุปกรณ์คือ ปัจจัยแท้จริงของชีวิตนั้น  ย่อมขึ้นอยู่กับลมหายใจ  ขึ้นอยู่กับมหาภูตรูป ขึ้นอยู่กับกวฬิการาหาร ขึ้นอยู่กับไออุ่นและขึ้นอยู่กับวิญญาณ

เพราะฉะนั้น บางคนก็คิดถึงชีวิตที่ยาวนาน  แต่ถ้าปัจจัยเหล่านี้เกิดผิดปรกติเมื่อไร  เมื่อนั้นชีวิตก็ต้องสิ้นสุดลงทันที

                   
                                             ขออุทิศาส่วนกุศลแก่สรรพสัตว์


                                                   ..................................


วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

หนีไม่พ้นผลของกรรม


วันหนึ่ง ๆ หนีไม่พ้นเรื่องผลของกรรม  ไม่ว่าจะหลับหรือตื่นก็หนีไม่่พ้นเรื่องผลของกรรม.....ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา  เพราะฉะนั้นจะห้ามไม่ให้หลับ  ไม่ให้ตื่น ไม่ให้เห็น ไม่ให้ได้กลิ่น ไม่ให้ลิ้มรส ไม่ให้รู้กระทบสัมผัสไม่ได้เลย  เพราะเหตุว่าสภาพธรรมที่กล่าวมานี้ทั้งหมดเป็นวิบากจิตหรือผลของกรรม  

การหลับเป็นภวังค์  จิตที่ทำภวังคกิจเป็นวิบากจิต  เป็นผลของกรรม  มีกรรมเป็นปัจจัย เป็นเหตุทำให้ภวังคจิตเกิดขึ้น.....ภวังคจิต ทำกิจดำรงภพชาติในขณะที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้กระทบสัมผัส  บังคับบัญชาไม่ได้  บางครั้งอยากจะหลับ แต่ก็ไม่สามารถจะหลับได้ เพราะไม่มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้ภวังคจิตเกิดขึ้นได้....

การตื่นก็เป็นผลของกรรม  การหลับหรือการนอนไม่หลับก็เป็นผลของกรรม  เมื่อไม่หลับก็ต้องเห็น จิตเห็นเป็นผลของกรรม  ต้องได้ยิน จิตได้ยินก็เป็นผลของกรรมและเวลาที่หลับแล้วจะไม่ตื่นก็ไม่ได้  ถ้าตื่นก็คือเห็น ซึ่งเป็นผลของกรรมเช่นกัน

บางครั้งการที่ไม่หลับ  ก็ไม่ใช่เพียงเป็นผลของกรรมเท่านั้น  แต่เป็นผลของการสะสมของอกุศลก็ได้  เพราะเหตุว่าจิตที่เป็นโลภะเกิดขึ้นนึกคิดเรื่องราวต่าง ๆ ทางใจ  ถึงแม้ว่าจะไม่เห็น ไม่ได้ยิน  ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้ลิ้มรส ไม่ได้รู้สิ่งกระทบสัมผัสทางกาย  แต่ก็มีการนึกคิดเรื่องราวต่าง ๆ ทางใจ  ในขณะนั้นไม่ใช่ผลของกรรม แต่เป็นกิเลสที่ทำให้ไม่หลับ

เพราะฉะนั้น  เมื่อเข้าใจรู้ชัดในเรื่องของกรรมและผลของกรรมหรือวิบากจิตแล้ว  ก็จะเห็นได้ว่า  จะหลับหรือตื่นก็หนีไม่พ้นเรื่องผลของกรรม

                                                           

                                 ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์


                                       ........................................

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ขณะประเสริฐซึ่งหาได้ยาก



เราเกิดมาชาตินี้  ถ้ามีโอกาสได้ฟังพระธรรม  จะเข้าใจมากน้อยเพียงใดก็ตาม  ก็ควรที่จะฟังต่อไปเรื่อย ๆ  สะสมความเข้าใจเพื่อเป็นปัจจัยปรุงแต่งจิต  แม้ว่าชาตินี้ยังไม่ถึงการรู้แจ้งเป็นพระอริยบุคคลก็ตาม  ชาติหน้าก็ต้องฟังต่อไปอีก  จนกว่าจะประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง  ซึ่งถ้าจะพิจารณาดูแต่ละชีวิตในโลก  ขณะที่ประเสริฐซึ่งหาได้ยากนั้น  ได้แก่....

- ขณะที่พระผู้มีพระภาคทรงอุบัติขึ้น ๑

- ขณะที่ได้เกิดขึ้นในปฏิรูปเทส ๑ คือ เกิดในประเทศที่มีพระพุทธศาสนา

-ขณะที่ได้สัมมาทิฏฐิ ๑ คือ ความเห็นถูก

-ขณะที่อวัยวะทั้ง ๖ ไม่บกพร่อง ๑

เพราะฉะนั้น ถ้าท่านมีโอกาสได้ฟังพระธรรม  ก็แสดงว่าท่านก็เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยขณะเหล่านี้  ขอขณะเหล่านี้จงอย่าได้ล่วงเลยท่านไปเสีย

ตามข้อความในปรมัตถทีปนีอรรถกถาขุททกนิกาย ฉักกนิบาต มาลุงกยปุตตเถรคาถาที่ ๕

                                                   
                                        ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

                                             ........................................