Translate

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ผ้าที่ย้อมสี



จาก....วัตถูปนสูตร


 ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเปรียบจิตที่เศร้าหมองว่า เสมือนผ้าที่เปื้อนสกปรก  ช่างย้อมสีจะนำไปย้อมในน้ำสีใด ๆ  ก็ตาม ก็ไม่สามารถที่จะทำให้กลายเป็นผ้าสีที่ดีได้  เพราะเหตุว่าผ้านั้นมีมลทินจับ  ท่านตรัสว่า เมื่อจิตเศร้าหมอง..... ก็มี "ทุคติ" เป็นที่หวังได้.....ส่วนจิตไม่เศร้าหมองก็ตรงกันข้าม  คือ มี "สุคติ" เป็นอันหวังได้

ผ้าที่สะอาดบริสุทธิ์เปรียบเสมือนผ้าที่บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว  ช่างจะนำไปย้อมสีใด ๆ ก็จะเป็นสีที่ดี สะอาดและบริสุทธิ์  เพราะฉะนั้น จึงควรที่จะรู้ตามความเป็นจริงว่า  อะไรเป็นเหตุให้จิตเศร้าหมอง ?  เครื่องทำให้จิตเศร้าหมองก็คือ "อุปกิเลส"

อุปกิเลสหรือเครื่องทำให้จิตเศร้าหมอง มี ๑๖ ประการ  ได้แก่

๑.โลภะ  ๒. โทสะ  ๓. พยาบาท   ๔. ผูกโกรธ   ๕. ลบหลู่บุญคุณท่าน   ๖. ตีเสมอ   ๗. ริษยา  ๘.ตระหนี่๙. มายา    ๑๐. โอ้อวด    ๑๑. กระด้าง   ๑๒. แข่งดี   ๑๓. ถือตัว   ๑๔.ดูหมิ่น   ๑๕. มัวเมา   ๑๖. ประมาท

เมื่อท่านได้ทราบความจริงของอุปกิเลส ๑๖ ประการนี้แล้ว  พึงเพียรพยายามละอุปกิเลสแต่ละประการเสียได้  เมื่อละได้แล้วก็จะมีความศรัทธาเลื่อมใสมั่นคงในพระรัตนตรัยยิ่งขึ้น  จะได้พบกับความปราโมทย์ เกิดความปีติและความสุขสงบ  มีกายอันสงบระงับ มีจิตตั้งมั่น  ผู้มีศีลมีธรรมเช่นนี้ย่อมไม่มีอันตราย  จึงเป็นผู้เปรียบเสมือนผ้าที่สะอาดบริสุทธิ์หรือทองเงินอันบริสุทธิ์.

                                                  ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่าน

                                                       ...........................................

วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

รู้รูปตามความเป็นจริง



 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระองค์นั้น

ในปฏิสนธิขณะ  รูปที่เกิดพร้อมกับอุปาทขณะ  (ขณะเกิด)  เป็นรูปที่เกิดจากกรรม เรียกว่า  กัมมชรูป  พอถึงขณะที่เป็นฐิติขณะ (ขณะตั้งอยู่่) ก็มี กัมมชรูป  เกิดอีก  พอถึงภังคขณะ (ขณะดับ) ก็มี กัมมชรูป เกิดอีก  กลุ่มของรูปในสามขณะนี้  ดับไม่พร้อมกัน  เพราะเหตุว่ารูปที่เป็นสภาวรูป มีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ  เพราะฉะนั้น ขณะนี้รูปที่ตัว มีรูปที่ดับพร้อมกันหมดเลยหรือว่ามีรูปที่เกิดแล้วมีอายุ ๑๗ ขณะของจิต แล้วทยอยกันเกิดดับ  จิตที่ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดรูป  นอกจากขณะปฏิสนธิจิตทุกภพชาติ  แล้วก็จุติจิตของพระอรหันต์  และอรูปาวจรวิบากจิตที่เกิดเป็นอรูปพรหมภูมิ

ในชีวิตประจำวัน  มีจิต ๑๐  ประเภทเท่านั้น ที่ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดรูป  คือ ทวิปัญจวิญญาณ  ได้แก่ จิตเห็น
จิตได้ยิน  จิตได้กลิ่น  จิตลิ้มรส  จิตรู้กระทบสัมผัส.....จิตเห็นขณะนี้ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดรูป  นอกจากนั้น จิตอื่น ๆ  เป็นปัจจัยให้เกิดรูปทั้งสิ้น และมีอายุ ๑๗ ขณะแล้วก็ดับไป

นี่ก็คือความละเอียดของสัทธรรมหรืออสัทธรรม  ซึ่งจะทำให้เกิดความเห็นถูกต้อง ที่จะสามารถดับกิเลสได้  หรือว่าไม่สามารถดับกิเลสได้  ถ้าไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้  ก็เพราะเหตุว่า ไม่รู้รูปตามความเป็นจริงที่เกิดทางใดทางหนึ่งใน ๖ ทวาร

ส่วนทางใจนั้น  เรียกว่า  มโนทวารวิถีจิต  จะรู้รูปต่อจากรูปที่รู้ทางตา  หรือรูปที่รู้ทางหู  หรือรูปที่รู้ทางจมูก  หรือรูปที่รู้ทางลิ้น  หรือรูปที่รู้ทางกาย  เมื่อดับไปแล้ว  ไม่ใช่รู้รูปอื่น


                   ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านและขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

                                                   ...........................................

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กามาวจรจิต



 ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

คำว่า  กามาวจร  เป็นคำรวมของคำว่า  กามะ กับ อะวะจร ภาษาไทยใชคำว่า กาม  หมายถึง สภาพธรรมที่ใคร่หรือพอใจ  ขณะใดที่มีความพอใจหรือความใคร่เกิดขึ้น  ขณะนั้นเป็นกามธาตุ เป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่ง

กามาวจรจิต มี ๕๔ ดวง  คือ  อกุศลจิต ๑๒ ดวง  อเหตุกจิต ๑๘ ดวง (จิตที่ไม่ประกอบด้วย โลภเจตสิก  โทสเจตสิก  โมหเจตสิก  อโลภเจตสิก  อโทสเจตสิก  อโมหเจตสิก) และกามาโสภณจิต ๒๔ ดวง  กามาวจรจิตเป็นจิตขั้นต่ำที่สุด  ทุกท่านไม่พ้นไปจากกามาวจรจิต  และใช่ว่าทุกท่านจะมีกามาวจรจิตครบ ๕๔ ดวง   แม้ว่าจิตของแต่ละท่านในภูมินี้ จะเป็นจิตขั้นกามหรือขั้นกามาวจรจิตก็ตาม

 คำว่า  "กาม"  มีความหมาย ๓ อย่าง คือ

 ๑. กิเลสกาม  ได้แก่  สภาพซึ่งพอใจ ยินดี ติดข้องหรือใคร่  ซึ่งได้แก่ โลภเจตสิก  เมื่อเกิดความยินดีพอใจแล้ว  ก็ต้องมีสิ่งซึ่งเป็นที่พอใจยินดีของโลภะ

๒.  วัตถุกาม  หมายถึง สิ่งซึ่งเป็นที่พอใจยินดีของโลภะ  แต่ไม่ใช่ตัวโลภะ  สิ่งที่โลภะพอใจเป็น "วัตถุกาม"  เพราะเหตุว่า เป็นที่ตั้งแห่งความยินดีพอใจ  เพราะฉะนั้น จึงมีกิเลสกามและวัตถุกาม

สิ่งที่เป็นที่ยินดีพอใจของโลภะไม่จำกัดเลย  นอกจากนิพพานอย่างเดียว ทั้งหมดเป็นวัตถุกาม เป็นที่ยินดีพอใจของโลภะได้ทั้งสิ้น  พอใจในรูป  พอใจในเสียง  พอใจในกลิ่น  พอใจในรส  พอใจในโผฎฐัพพะ พอใจในขันธ์  พอใจในธาตุ  พอใจในอายตนะ  พอใจในกุศลขั้นต่าง ๆ  พอใจในภพภูมิต่าง ๆ  พอใจในมนุษย์ภูมิ  พอใจในเทวภูมิ  พอใจในพรหมภูมิหรือพอใจในอรูปภูมิ  ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นที่ตั้งแห่งความยินดีพอใจ เป็นวัตถุกามได้ทั้งหมด  เพราะฉะนั้น ในสังสารวัฏฏ์ไม่ว่าจะในภพใดภูมิใดทั้งสิ้น ภพภูมิเหล่านั้นย่อมเป็นที่ตั้งแห่งความยินดีพอใจได้  เว้นนิพพานอย่างเดียว

 ๓. กามอารมณ์  ซึ่งหมายถึง  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฐัพพะ ซึ่งเป็นกามธาตุ  เพราะฉะนั้น จิตซึ่งเป็นกามาวจรจิตก็เพราะเหตุว่า จิตขั้นนี้เป็นธาตุกาม ซึ่งไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล แต่ว่าเป็นธรรมแต่ละชนิดแต่ประเภท  ซึ่งมีสภาพของตน ๆ  เพราะฉะนั้น  กามาวจรจิต เป็นกามธาตุซึ่งยังไม่สามารถที่จะขึ้นเป็นรูปธาตุ  ซึ่งเป็นจิตที่มั่นคง ซึ่งมีรูปเป็นอารมณ์  และไม่ใช่อรูปธาตุ คือไม่ใช่อรูปาวจรจิต ซึ่งเป็นจิตที่มีความสงบมั่นคงโดยไม่มีรูปเป็นอารมณ์  และไม่ใช่เป็นจิตโลกุตตรจิต

เพราะฉะนั้น จิต ๕๔  ดวง โดยสภาพความเป็นธาตุแล้ว เป็นกามธาตุ  ไม่พ้นไปจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ  ถึงแม้ว่าจะเกิดในภูมิอื่นก็ยังมีกามาวจรจิตบางประเภทเกิดได้  เช่น ในรูปพรหมภูมิและอรูปพรหมภูมิ  ถึงแม้ว่าจะอบรมจิตถึงขั้นสงบ  จะมีรูปหรือไม่มีรูปเป็นอารมณ์แล้ว  เกิดเป็นรูปพรหมบุคคลหรืออรูปพรหมบุคคลในพรหมภูมิ ก็ยังมีกามาวจรติบางประเภทเกิด  เพราะเหตุว่า ไม่ใช่รูปาวจรจิตหรืออรูปวจรจิต.


                   ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านและขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

                                                     ............................................