Translate

วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อานิสงส์การสนทนาธรรมตามกาล



                            ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                   

                           อานิสงส์ของการสนทนาธรรมตามกาล ๑๐ ประการ ได้แก่

                                     ๑.  ทำให้จิตเป็นกุศล
                                     ๒.  ทำให้มีไหวพริบปฏิภาณดี
                                     ๓.  ทำให้ได้มีสติปัญญาเฉลี่ยวฉลาด
                                     ๔.  ทำให้ได้ยินได้ฟังธรรมะที่ตนยังไม่เคยได้ฟัง
                                     ๕.  ธรรมที่ฟังแล้ว ยังไม่เข้าใจชัด ย่อมเข้าใจชัดขึ้น
                                     ๖.  ทำให้บรรเทาความสงสัยเสียได้
                                     ๗.  เป็นการทำความเห็นของตนให้ตรง
                                     ๘.  เป็นการฝึกฝนอบรมจิตให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
                                     ๙.  เป็นการรักษาประเพณีอันดีงามของพระอริยเจ้าไว้
                                    ๑๐. ได้ดำเนินตามปฏิปทาอันเป็นวงศ์ของนักปราชญ์

                                     
                                                   ....................................



                                                         เราจะไม่ประมาท

                                       ผู้มีปัญญาดี   เมื่อชนทั้งหลายประมาทแล้ว
                                     
                                      ไม่ประมาท    เมื่อชนทั้งหลายหลับแล้ว  ตื่นอยู่
                                      
                                      โดยมาก   ย่อมละบุคคลผู้มีปัญญาทรามไปเสีย
                                      
                                      ดุจม้าตัวมีฝีเท้าเร็ว   ละทิ้งตัวหากำลังมิได้ไปฉะนั้น


                                                   ...................................


                                                       ขออนุโมทนาบุญค่ะ




วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อกเขา อกเรา


 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้กรุงสาวัตถี สมัยนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จสู่ชั้นบนปราสาทอันประเสริฐกับพระนางมัลลิกาเทวี  พระองค์ตรัสถามพระนางมัลลิกาเทวีว่า "ดูก่อน มัลลิกา ! ใคร ๆ คนอื่นที่เป็นที่รักยิ่งกว่าตนของเธอเองมีหรือไม่" พระนางมัลลิกากราบทูลว่า "ข้าแต่มหาราช ! ใคร ๆ คนอื่นที่เป็นที่รักยิ่งกว่าตนของหม่อมฉันไม่มี ก็ใคร ๆ  คนอื่นที่เป็นที่รักยิ่งกว่าตนของพระองค์เองมีหรือไม่" พระเจ้าปเสนธิโกศลตรัสตอบว่า "ดูก่อนมัลลิกา ! ใคร ๆ คนอื่นอันเป็นที่รักยิ่งกว่าตัวของเราเองไม่มี"

ขณะนั้น  พระเจ้าปเสนธิโกศลเสด็จลงปราสาท เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูล ข้อตอบโต้ของพระองค์กับพระนางมัลลิกาเทวี ให้ทรงทราบ

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า
                
           "บุคคลตรวจดูด้วยจิตทั่วทุกทิศแล้ว ไม่พบใคร ซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนเองในที่ไหน ๆ
               ตนเองเป็นที่รักยิ่ง ของคนทั้งหลายอย่างนี้ ผู้รักตน จึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น"

                                          
                                                 ...................................

                                     
                                          อนุโมทนาในกุศลจิตกับทุกท่านค่ะ

ตา หู เป็นต้น มีที่ไหน มารมีที่นั่น



                          ขอนอบน้อมแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ท่านพระสมิทธิกราบทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! คำที่กล่าวกันว่า มาร มารนั้น ด้วยเหตุเพียงเท่าไร จึงชื่อว่ามาร หรือบัญญัติคำว่า มาร ได้"

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า "ดูก่อนสมิทธิ ! ในที่ใดมีตา มีรูป (สิ่งที่ปรากฏทางตา) มีความรู้แจ้งทางตา  มีธรรมที่พึงรู้แจ้งทางตา ด้วยความรู้แจ้งทางตา...ที่ใดมีหู มีเสียง...ที่ใดมีจมูก มีกลิ่น ...ที่ใดมีลิ้น มีลิ้มรส... ที่ใดมีกาย มีเย็น มีร้อน มีอ่อน มีแข็ง มีตึง มีไหว... ที่ใดมีใจ (ความนึกคิด) มีธรรมะ (สิ่งที่รู้ได้ด้วยใจ) รู้แจ้งทางใจ มีธรรมที่พึงรู้แจ้งทางใจ ในที่นั้น ย่อมมีมาร หรือมีการบัญญัติว่า มาร ได้"

ดูก่อนสมิทธิ !  ในที่ใดไม่มีสิ่งเหล่านั้น ในที่นั้นย่อมไม่มีมาร ไม่มีการบัญญัติว่า มาร ได้"

อธิบายว่า  มีคำบัญญัติว่า "มาร" เพราะเหตุว่า มีรูป (สิ่งที่ถูกเห็น) เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ และธรรมะ (สิ่งที่รู้ได้ด้วยใจ) ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจให้จิตรู้.....เมื่อใดสติไม่ระลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริงในขณะนั้น  อกุศลจิตย่อมเกิด  อกุศลเป็นสภาพธรรมที่เป็นทุกข์ เป็น "มาร" นั่นเอง  จึงมีคำบัญญัติว่า มาร ได้ ......เมื่อใดที่สติระลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ขณะนั้นตามความเป็นจริง กุศลจิตเกิด กุศลเป็นธรรมฝ่ายดีเป็นสุข ย่อมไม่มีมาร และไม่มีคำบัญญัติว่า มาร ได้


                                              ....................................

                                 
                                      อนุโมทนาในกุศลจิตกับทุกท่านด้วยค่ะ